ในพ.ศ.๒๕๐๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เพื่อทรงเจริญสัมพันธไมตรี
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงตระหนักถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของสตรีไทยทั้งชาติ และทรงเล็งเห็นว่าในเวลานั้น สตรีไทยยังไม่มีแบบแผนของชุดประจำชาติที่แน่นอน จึงทรงพระราชดำริให้ออกแบบตัดเย็บชุดไทยที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างแท้จริง เพื่อทรงในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณ เพื่อนำมาผสมผสานกับวิธีการตัดเย็บที่ทำให้สะดวกในการสวมใส่และเหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงรักษาความเป็นไทยได้อย่างกลมกลืนและสง่างาม ทรงพระราชวินิจฉัยและทรงแนะนำให้ปรับปรุงรูปแบบจนได้ ๕ แบบ ต่อมาทรงพระราชดำริเพิ่มเติมอีก ๓ แบบ รวมทั้งสิ้น ๘ แบบ
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค พระมาตุจฉาซึ่งเป็นนางสนองพระโอษฐ์ ตั้งชื่อชุดไทยพระราชนิยมทั้งหมด โดยนำชื่อพระที่นั่ง พระตำหนัก และสถานที่สำคัญต่างๆ ในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต มาเป็นชื่อเฉพาะของชุดไทยตามโอกาสและลักษณะการใช้งาน ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ
หลังจากนั้น ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยทั่วไปสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการตัดเย็บสวมใส่ จนชุดไทยดังกล่าวได้รับความนิยมมาก มีผู้โดยเสด็จใส่กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยที่นำไปใส่กันในงานพิธีสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานรัฐพิธี งานหมั้น งานแต่งงาน งานบุญ ฯลฯ และยังใช้เป็นชุดประจำชาติสำหรับสตรี ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศในการเข้าประกวดความงามระดับโลก นอกจากนี้ ชุดไทยพระราชนิยมยังเป็นต้นแบบที่นำไปออกแบบเพิ่มเติมเป็นชุดเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ ที่ต้องการแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอีกด้วย
01
ชุดไทยเรือนต้น
ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยลำลอง ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม เสื้อคอกลมตื้น แขนสามส่วน ผ่าอก ดุมห้าเม็ด สวมคู่กับผ้านุ่งป้ายยาวจรดข้อเท้า และเครื่องประดับเรียบง่าย ชื่อชุดมาจากพระตำหนักเรือนต้น ในพระราชวังดุสิต ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สำหรับเป็นที่ประทับลำลอง และทรงผ่อนคลายพระราชอิริยาบถเมื่อว่างเว้นจากพระราชภารกิจ
02
ชุดไทยจิตรลดา
ชุดงานพิธีกลางวัน รูปแบบคล้ายชุดไทยเรือนต้น แต่คอเสื้อเป็นคอตั้ง แขนยาวจรดข้อมือ ผ้านุ่งป้ายทำจากผ้าไหมยกดอกทั้งตัวหรือมีเชิง ใช้เครื่องประดับตามสมควร ชื่อชุดมาจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ เพื่อเป็นที่ทรงพระราชนิพนธ์และให้ราชเสวกเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาประทับเป็นครั้งคราว ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชมนเฑียรสถานขึ้นใหม่ และทรงย้ายไปประทับ ณ พระตำหนักพญาไทเป็นการถาวร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นที่ประทับ ทรงใช้พระตำหนักนี้เป็นที่ประทับทรงงานเกือบตลอดรัชสมัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต่อเติมโดยรอบอาณาบริเวณ เพื่อให้เป็นที่ตั้งของโครงการส่วนพระองค์
03
ชุดไทยอมรินทร์
ชุดสำหรับงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน มีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดาคือเป็นเสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง แตกต่างตรงที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกทองทั้งตัวหรือมีทองแกม โดดเด่นที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับ ชื่อชุดมาจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นพระที่นั่งอยู่ในหมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับเสด็จออกว่าราชการสำคัญ ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกฝ่ายหน้า และประกอบพระราชพิธีในงานสิริมงคลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่เสด็จออกทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา
04
ชุดไทยบรมพิมาน
ชุดสำหรับงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน เสื้อและผ้านุ่งตัดเย็บติดกัน เสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง ผ้านุ่งจีบหน้า ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทอง คาดเข็มขัดไทย ชื่อชุดมาจากพระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เดิมมีชื่อว่าพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนเป็น “พระที่นั่งบรมพิมาน”ตามนามพระที่นั่งองค์ใหญ่ อันเป็นพระวิมานที่ประทับในพระอภิเนาว์นิเวศน์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่รื้อถอนไป
05
ชุดไทยจักรี
ชุดงานพิธีกลางคืน เปิดไหล่หนึ่งข้าง ท่อนบนเป็นสไบสำเร็จ ซึ่งมีทั้งสไบปักและสไบเรียบ ท่อนล่างเป็นผ้านุ่งจีบหน้า ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกทองหรือผ้าไหมสีทอง ชื่อชุดมาจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ประดิษฐานอยู่ตรงกลางระหว่างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๑๘ ตัวอาคารเป็นแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ส่วนหลังคาเป็นยอดปราสาท ๓ ยอดตามแบบสถาปัตยกรรมไทย ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นท้องพระโรงสำหรับสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า เสด็จออกให้คณะทูตานุทูตต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ตราตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำพระราชสำนัก หรือเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับประกอบการพระราชพิธี การพระราชกุศล หรือประกอบพระราชกรณียกิจอย่างอื่นตามควรแก่โอกาส เช่น จัดเป็นที่พระราชทานเลี้ยงรับรองพระราชาธิบดี หรือประมุขประเทศต่าง ๆ ที่มาเยือนประเทศไทยเป็นทางการ
06
ชุดไทยดุสิต
ชุดพิธีเต็มยศกลางคืน เสื้อคอกลมกว้าง แขนกุด ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัด ผ้านุ่งจับจีบหน้า ตัดเย็บจากผ้าไหมหรือผ้าไหมยกทอง ชื่อชุดมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๒ แทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทที่เกิดเพลิงไหม้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ออกว่าราชการ ประกอบพระราชพิธี และบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ต่อมาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพและพระศพจนเป็นธรรมเนียม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ มายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อกราบถวายบังคมและสดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี
07
ชุดไทยศิวาลัย
ชุดสำหรับงานพระราชพิธีกลางวันและกลางคืน คล้ายชุดไทยบรมพิมาน แต่มีสะพักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ชื่อชุดมาจากพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ซึ่งอยู่บริเวณมุขด้านตะวันออกเฉียงใต้ของสวนศิวาลัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ เพื่อประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งราชวงศ์จักรีใน พ.ศ. ๒๔๖๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมรูปไปประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทจึงว่างเว้นจากการใช้งานจนถึงทุกวันนี้
08
ชุดไทยจักรพรรดิ
ชุดเต็มยศสำหรับงานพิธีกลางคืน มีลักษณะคล้ายชุดไทยจักรี แต่ท่อนบนห่มผ้าสองชั้น ชั้นในมักเป็นสไบจีบและห่มทับด้วยสะพัก ผ้านุ่งยกทองจับจีบด้านหน้า คาดเข็มขัดและใส่เครื่องประดับเข้าชุดกันชื่อชุดมาจากพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหามณเฑียร ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระราชพิธีเฉลิมราชมณเฑียร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน หมายถึงที่อยู่ของพระมหาจักรพรรดิราช ซึ่งตามพระราชนิติธรรมประเพณี พระมหากษัตริย์ที่ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ตามโบราณราชประเพณีแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถประทับ ณ พระที่นั่งแห่งนี้ได้ หรืออาจประทับแรมเพียง ๑ หรือ ๒ ราตรี ต่อจากนั้นจึงเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระราชมนเฑียร หรือพระราชวังอื่นตามพระราชอัธยาศัย
เสื้อพระราชทาน 3 แบบ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และเผยแพร่อัตลักษณ์ไทย สู่สายตาชาวโลก เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศใน พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้เชี่ยวชาญออกแบบชุดไทยสำหรับสตรีที่สง่างามและเหมาะสมกับกาลเทศะ จนเกิดเป็น “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง ๘ แบบ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของชุดประจำชาติสำหรับสตรีไทยในปัจจุบัน ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ได้พระราชทานชุดไทยสำหรับสุภาพบุรุษที่นิยมเรียกกันว่า “เสื้อพระราชทาน” โดยมีลักษณะเป็นเสื้อคอตั้งผ่าหน้า กระดุม ๕ เม็ด ตัดเย็บด้วยผ้าไทย สวมคู่กับกางเกงสีสุภาพ สะท้อนความเรียบหรูแบบไทย ต่อมาในพ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติรับรองให้เสื้อไทยพระราชทานเป็นเครื่องแบบข้าราชการแทนเสื้อสากล เพื่อความเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย การกำเนิดของชุดไทยทั้งสองแบบนี้ ไม่เพียงแสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองพระองค์ แต่ยังเป็นการประกาศความงดงามของอัตลักษณ์ไทยให้ปรากฏอย่างสง่างามบนเวทีโลก
01
เสื้อพระราชทานแขนสั้น ใช้สีอ่อนหรือมีลวดลายสุภาพ สวมใส่ในโอกาสธรรมดาทั่วไปหรือในการปฏิบัติงาน หรือในงานพิธีการกลางวัน และอาจใช้สีเข้มได้ ในงานพิธีการกลางคืน
02
เสื้อพระราชทานแขนยาว เสื้อพระราชทานแขนยาว ใช้สีอ่อนหรือลวดลายสุภาพในงานพิธีการกลางวันและใช้สีเข้มในงานพิธีการกลางคืน
03
เสื้อพระราชทานแขนยาวคาดเอว ใช้สีอ่อนหรือลวดลายสุภาพในงานพิธีการกลางวันและใช้สีเข้มในงานพิธีการกลางคืน เสื้อพระราชทานแขนยาวพร้อมผ้าคาดเอว มักใช้ในโอกาสพิธีการสำคัญ








