เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนพบปะกับบริษัทท่องเที่ยวและสื่อมวลชนจีน และเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต

เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนพบปะกับบริษัทท่องเที่ยวและสื่อมวลชนจีน และเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 เวลา 11.00-14.00 น. นายวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมหัวหน้าคณะกรรมการบริหารทีมประเทศไทยด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ อัครราชทูตฯ อัครราชทูต ฝ่ายพาณิชย์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการส่งเสริมการลงทุน ผู้อํานวยการ และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สํานักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้จัดการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้พบปะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่สื่อมวลชนจีน จำนวน 19 คน และผู้แทนบริษัทท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตให้ยื่นขอรับการตรวจลงตราที่สถานเอกอัครราชทูตฯ อีก 29 บริษัท เพื่อชี้แจงสถานการณ์ในประเทศไทยในปัจจุบัน และตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ด้วย

เอกอัครราชทูตฯ ย้ำว่า ปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศได้กลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนอกจากจะไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมและการเดินขบวนดังเช่นที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวทั่วประเทศเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 57 นอกจากนี้ คสช. ได้มีการประกาศแผนการ (roadmap) 3 ขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ได้แก่ 1. การปรองดอง 2. การปฏิรูป และ 3. การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศเพื่อนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เอกอัครราชทูตฯ ยังได้กล่าวถึงระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทยภายหลังการเข้ายึดอำนาจการปกครองว่า เกิดจากการที่ความวุ่นวายต่างๆ ได้ยุติลงและสังคมได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติที่สงบเรียบร้อยเช่นเดิม รวมทั้งการที่ประเทศสามารถเข้าสู่แนวทางการบริหารได้โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ส่งผลต่อความมั่นคง

เอกอัครราชทูตฯ และหัวหน้าทีมประเทศไทยได้ย้ำว่านโยบายเปิดด้านเศรษฐกิจของไทย โดย คสช. มีนโยบายที่จะผลักดันสิ่งที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ อาทิ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2557 คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชุดใหม่เพื่อให้การอนุมัติคําขอโครงการที่ต้องการการส่งเสริมการลงทุนสามารถดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ การพิจารณาโครงการลงทุนต่างๆ ก็สามารถดำเนินการไปได้อย่างปกติแล้ว จึงขอให้นักลงทุนมั่นใจได้

ในส่วนของนโยบายด้านการท่องเที่ยวนั้น เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำว่า เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย และเป็นการส่งเสริม soft power นโยบายเปิดด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นนโยบายที่ผู้บริหารประเทศจะต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนจัดกิจกรรม/โครงการต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ คสช. ยังมีนโยบายในการเพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัยในด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดความปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น จึงถือเป็นช่วงที่น่าเดินทางไปท่องเที่ยวไทยมากที่สุดช่วงหนึ่ง จึงขอความร่วมมือจากบริษัททัวร์ และสื่อจีนประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนไปเที่ยวประเทศไทย เพื่อจะได้ไปสัมผัสกับคนไทยและบริการที่น่าประทับใจของคนไทยโดยตรง

ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย เอกอัครราชทูตฯ ได้ขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวจีนที่เข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทย และที่สำคัญ ความสัมพันธ์ไทย-จีนในภาพรวม ได้พัฒนามาถึงช่วงที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง ดังนั้น รัฐบาลไทยทุกสมัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน และจะพัฒนาให้มั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป

เอกอัครราชทูตฯ และหัวหน้าทีมประเทศไทยยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงตอบคำถามของสื่อมวลชนในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน การเจรจาการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างไทยกับจีน และโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งทั้งสื่อและผู้แทนบริษัทการท่องเที่ยวได้แสดงความเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน และพอใจกับการชี้แจ้งของเอกอัครราชทูตฯ และทีมประเทศไทย

ภายหลังการรับประทานอาหารกลางวัน เอกอัครราชทูตฯ ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสองรายได้แก่ Huanqiu และ CNEST Asia ซึ่งเป็นสื่อลักษณะออนไลน์ที่เน้นการนำเสนอข่าวด้านท่องเที่ยว และได้ถ่ายภาพวิดีทัศน์ระหว่างสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตฯ เพื่อนำไปขึ้นเว็บไซต์ของสื่อดังกล่าว

ในการให้สัมภาษณ์ นางสาว Wang Chunhua ผู้สื่อข่าวของเว็บไซต์ CNEST Asia ที่สอบถามถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในไทย เอกอัครราชทูตฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองในไทยก็ได้คลี่คลายลงแล้ว คสช. มีนโยบายในการเพิ่มความปลอดภัยในด้านต่างๆ อาทิ การปราบปรามสิ่งที่ผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดความปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น และจะผลักดันให้เกิดภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนแก้ไขปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว จึงขอให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวไทยอย่างสบายใจ

เกี่ยวกับเรื่องการรักษาและอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยว เอกอัครราชทูตฯ ตอบว่าการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญหลักของไทย จึงต้องหาจุดสมดุล ระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญต่อรัฐบาลไทยทุกสมัย

สำหรับการท่องเที่ยวในภาพรวม เอกอัครราชทูตฯ ได้ย้ำถึงนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย โดยที่สถานการณ์ได้เข้าสู่สภาวะที่สงบเรียบร้อยแล้ว การท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัว จึงคาดว่าในปี 2557 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยวในไทย จำนวนประมาณ 26 ล้านคน โดย ททท. ก็จะจัดโครงการต่างๆ เพื่อดึงดูดนักเที่ยวมาไทย

ในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Huanqiu เอกอัครราชทูตฯ ได้ย้ำว่าสถานการณ์ในไทยได้คลี่คลายลงแล้ว คสช. ก็ได้ดำเนินการผ่อนคลายมาตราการ โดยเฉพาะการยกเลิกเคอร์ฟิว เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 ทั้งนี้ สังคมไทยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

สำหรับคำถามเรื่องนโยบายการยกเลิกการตรวจลงตรา ซึ่งเป็นนโยบายที่นักท่องเที่ยวจีนสนใจมาก เอกอัครราชทูตฯ ตอบว่าทั้งสองประเทศมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะผลักดันให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2556 นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการและพบหารือกับนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผู้นำของทั้งสอง ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมระบุว่า ไทยกับจีนตกลงที่จะหารือเพื่อจัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาระหว่างกัน ซึ่งทั้งหมดเป็น package รวมในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งก็เป็นนโยบายของไทยอยู่แล้ว แล้ว ต่อมาไทยได้หารือกับฝ่ายจีน เมื่อวันที่ 27-29 พฤษจิกายน 2556 โดย อธิบดีกรมการกงสุลของทั้งสองฝ่ายได้เป็นประธานร่วมในการเจรจาจัดความตกลงที่กรุงปักกิ่ง จนเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไทยและมีรัฐบาลรักษาการ หลังจากนั้นเรื่องก็ชะงักไปตามครรลอง อย่างไรตาม ฝ่ายไทยก็ได้จัดการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและพิจารณาแนวทางในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำความตกลงฯ ในขั้นตอนต่อไป

ผู้สื่อข่าวยังขอให้เอกอัครราชทูตฯ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ กล่าวว่าไทยเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อปี 2556 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 26.7 ล้านคนมาเที่ยวในไทย และในปีเดียวกันมีนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 4.7 ล้านคน มาเที่ยวไทยด้วย ประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เชียงใหม่และภูเก็ตเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาทิ ภาคอีสานที่เริ่มเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ อาทิ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครพนม เป็นต้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความอิสระ ทั้งนี้ ไทยพร้อมที่จะต้อนรับและให้บริการนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเที่ยวไทยอย่างเต็มที่

SHARE