ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจจีน

1. ภาพรวม

ประเทศจีนมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีพลวัตรสูง และเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (economic powerhouse) ของภูมิภาคและของโลกด้วยอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี และการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดกำลังเป็นที่จับตามองของทุกฝ่ายว่าการเติบโตนี้จะมุ่งไปในทิศทางใด

ปัจจุบันถนนทุกสายวิ่งสู่ประเทศจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองลงมาจาก สหรัฐฯ และมีเงินทุนสำรองที่มากที่สุดในโลกโดยความสำเร็จนี้นำมาซึ่งความห่วงกังวลและโอกาส โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

เขตเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนมี ดังนี้

(1) เขตลุ่มแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta)

ประกอบด้วย 9 เมือง ได้แก่ นครกวางโจว เสิ่นเจิ้น จูไห่ ตงก่วน ฝอซาน (รวมหนานไห่และซุนเต๋อ) จงซาน เจียงเหมิน หุ้ยโจว (ยกเว้น Longmen County) และจ้าวฉิ้ง (เขตเมืองจ้าวฉิ้ง Gaoyao และ Sihui)

(2) เขตปากน้ำแยงซี (Yangtze River Delta)

รวม 16 เมือง ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ 8 เมืองในมณฑลเจียงซู และ 7 เมืองในมณฑลเจ้อเจียง

(3) เขตเศรษฐกิจป๋อไห่ (Bohai Economic Zone)

 ประกอบด้วยกรุงปักกิ่ง มหานครเทียนจิน และเมืองในมณฑลเหอเป่ยและชานตง

(4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คลอบคลุมมณฑลเหลียวหนิง จี๋หลิน และเฮยหลงเจียง

ในอดีตเป็นเขตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญของประเทศ แต่ได้รับผลกระทบหลังจากที่รัฐบาลจีนได้เริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบระบบตลาด(market economy) ส่งผลให้เขตนี้มีความล้าหลังกว่า 3 เขต ข้างต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะฟื้นฟูเขตดังกล่าวให้ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักของประเทศ เป็น new powerhouse ของประเทศเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจ 3 เขตข้างต้น โดยได้กำหนดให้เหลียวหนิงเป็นศูนย์การผลิตอุปกรณ์และวัตถุดิบระดับโลก

ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจจีน (ปี 2557)

GDP USD 10.4 ล้านล้าน +7.4% (อันดับ 2 รองจาก สหรัฐฯ)
สกุลเงิน RMB (หยวน) คิดที่ 6.1428 ต่อ 1 USD (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยปี 2557)
GDP per Capita USD 7,575
CPI +2.0%
PPI -1.9%
IPI -2.2%
มูลค่าอุตสาหรรมปฐมภูมิ USD 9.50 แสนล้าน +4.1%
มูลค่าอุตสาหรรมทุติยภูมิ USD 4.42 ล้านล้าน +7.3%
มูลค่าอุตสาหรรมตติยภูมิ USD 4.99 ล้านล้าน +8.1%
อุตสาหกรรมหลัก ถ่านหิน ก๊าสธรรมชาติ IT เครื่องจักรกล รถยนต์ ปิโตรเคมี โลหะ เหมืองแร่ ปุ๋ย ปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมเบา
มูลค่าการค้ากับต่างประเทศ USD 4.3 ล้านล้าน +2.3%
มูลค่านำเข้า / ส่งออก USD 1.96 ล้านล้าน -0.6% USD 2.34 ล้านล้าน +4.9%
สินค้านำเข้าหลัก น้ำมันดิบ แร่เหล็ก พลาสติกส์กึ่งสำเร็จรูป ถั่วเหลือง ทองแดง ถ่านหิน น้ำมันสำเร็จรูป เหล้กกล้า เยื่อกระดาษ ข้าวสาร น้ำมันพืช
ตลาดนำเข้าหลักและ ตลาดส่งออกหลัก สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา อาเซียน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ใต้หวัน รัสเซีย อินเดีย
สินค้าส่งออกหลัก เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การสื่อสาร ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เหล็กกล้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ จอ LCD รถยนต์ ตู้คอนเทนเนอร์ ถ่านหิน
รายได้ประชากรต่อหัว เฉลี่ย RMB 20,167 +8.0% เขตเมือง RMB 28,844 +6.8% เขตชนบท RMB 10,489 +9.2%
มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ USD 119,600 ล้าน +1.7% วิสาหกิจต่างประเทศจัดตั้งขึ้นใหม่ 23,778 ราย
ประเทศที่เข้ามาลงทุนหลัก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์

2. ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-จีน

2.1 ภาครัฐบาล

  • ข้อตกลงทางการค้า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1978
  • พิธีสารว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย – จีน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1978
  • ข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – จีน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1985
  • ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน มีการลงนามเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1985 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1985
  • ความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อน มีการลงนามเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1986 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 1986
  • ข้อตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรมไทย-จีน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2001
  • ความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2003
  • ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วันที่ 18 ตุลาคม 2003
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ วันที่ 18 ตุลาคม 2003 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (Memo of Understanding : MOU) ร่วมกับ China Council for the Promotion of International Trade ของประเทศจีน

2.2 การลงทุน

  • ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย) กับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งชาติจีน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 1993
  • ข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับ หอการค้ามณฑลเหอเป่ย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2000
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภา

2.3 การท่องเที่ยว

คนจีนมีรายได้สูงขึ้น และรัฐบาลจีนเริ่มที่จะอนุญาตให้คนจีนเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น โดยประเทศไทยมีที่ตั้งที่เหมาะสมในการรองรับการหลั่งไหลของคนจีนที่จะไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเป็นตลาดที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวไทยปีละกว่า 10 ล้านคน และเป็นตลาดนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่ชาวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด รวมถึงญี่ปุ่น ฮ่องกง อินโดนีเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ เมืองสำคัญของไทยที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมไปท่องเที่ยวมากที่สุดได้แก่ (1) กรุงเทพฯ (2) จ.ชลบุรี (พัทยา) (3) จ.ภูเก็ต และ (4) จ.เชียงใหม่ ตามลำดับ

ไทยกับจีนมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความเข้าใจพื้นฐานที่ดีระหว่างกัน ทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวไทยมีความสะดวดสบายสำหรับนักท่องเที่ยวจีน

3. การดำเนินงานเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน

ในปี 2553 เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนจะมีผลบังคับใช้ซึ่งจะเกิดการหลั่งไหลและเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อด้านการค้า การลงทุน การเดินทาง การคมนาคมต่าง ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กับไทยด้วยการอย่างของสินค้าจากจีนสู่ไทยและต่อไปยังภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบันจีนได้สร้างเส้นทางเชื่อมโยงไทย และตอนใต้ของจีนโดยการคมนาคมประกอบด้วย

  • การเดินทางทางบกด้วยเส้นทาง R3A ระหว่างเชียงของ-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อหาร-จิ่งหง-ซือเหมา-คุนหมิง (รวม 1,104 กม.) เส้นทาง R3B ระหว่างแม่สาย-เชียงตุง-เมืองลา-จิ่งหง-ซือเหมา-คุนหมิง (รวม 1,053 กม.) และเส้นทาง R9 ที่ขนส่งผ่านทางบกตลอดเส้นทาง ลำเลียงผลไม้จากประเทศไทย (จังหวัดมุกดาหาร) – ผ่านประเทศลาว (สะหวันนะเขต-แดนสะหวัน) – ประเทศเวียดนาม (ลาวบ๋าว-ฮาติน-เถื่อนฮว่า-ฮานอย-หลั่งเซิน) เข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวน (ผิงเสียง) เขตปกครองตนเองกวางสี ประเทศจีน และขนส่งถึงตลาดซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง (รวม 2,031 กม.)
  • การเดินทางทางน้ำ ระหว่างจิ่งหง-กวนเหล่ย-เชียงแสน (รวม 344 กม.)
  • การเดินทางทางอากาศ ระหว่างกรุงเทพฯ-คุนหมิงและกรุงเทพฯ-จิ่งหง
  • การเดินทางทางรถไฟ

ไทยสามารถใช้ข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 เช่น การส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านคมนาคม การเป็นแหล่งป้อนพลังงานให้กับจีน เช่น ท่อส่งน้ำมัน วัตถุเชื้อเพลิง การเป็นศูนย์กลางด้าน logistic และการบริการ เป็นต้น

เขตเศรษฐกิจทั้ง 3 เขตข้างต้นเป็น powerhouse ของการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน โดยเป็นแหล่งรวมตัวกันของนักลงทุนต่างชาติ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูง และรวดเร็วกว่าเขตอื่นของประเทศหลายเท่าตัว จึงทำให้ความเจริญทางเศรษฐกิจของจีนกระจุกตัวในเขตดังกล่าว หรือบริเวณใกล้เคียง

บริษัทจีนที่มีศักยภาพที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจ (State Owned Enterprises: SOEs)