ภาพรวมประเทศจีน

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ โดยรอบ 15 ประเทศ คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้
พื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร
ภูมิประเทศ ทางตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเทือกเขา ทะเลทราย และที่ราบสูง และค่อยๆ ลาดลงทางทิศตะวันออก
รูปแบบการปกครอง สังคมนิยมแบบจีน
ประธานาธิบดี นายสี จิ้นผิง (Xi Jinping) (มีนาคม 2556)
นายกรัฐมนตรี นายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) (มีนาคม 2556)
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายหวัง อี้ (Wang Yi) (มีนาคม 2556)

วันชาติ

1 ตุลาคม (สาธารณรัฐประชาชนจีนได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492
ภายหลัง จากที่พรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีชัยชนะใน
สงครามกลางเมืองเหนือพรรคก๊กหมินตั๋ง)

ธงชาติ

รูปดาวสีเหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง
(ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำ
ดาวเล็กๆ ทั้งสี่ดวงหมายถึง “ชนชั้น” ที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมจีน
คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้น ชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ)

เมืองหลวง กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า “เป่ยจิง” – 北京– Beijing)
ประชากร 1,376.07 ล้านคน (2559)

ชนชาติ

มีชนชาติต่างๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาว ”ฮั่น” ร้อยละ 91.51 (ปี 2554) ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อย ที่สำคัญได้แก่ ชนเผ่าจ้วง หุย อุยกูร์ หยี ทิเบต แม้ว แมนจู มองโกล ไตหรือไท เกาซัน

ภาษา

ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า 普通话) เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยน

ศาสนา

ลัทธิขงจื้อ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

เขตการปกครอง

การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ(ฮ่องกง และมาเก๊า)

สถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน

1 กรกฏาคม พ.ศ. 2518 

เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2562)

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

นาย หลี่ว เจี้ยน (เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2560)

สถานการณ์ทั่วไปในจีน

การเมือง

1. การเมืองการปกครอง

ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบาย และรัฐบาลจะเป็นผู้นำไปปฏิบัติในปัจจุบัน นโยบายสำคัญๆของรัฐบาลจีนประกอบด้วยนโยบาลภายในที่สำคัญดังนี้
1.1 การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดเป้าหมายให้ รายได้ต่อห้าของประชาชนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และสร้างความกินดีอยู่ดี “เสี่ยวคัง”(ระดับความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมกันกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง) ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง โดยได้เพิ่มนำหนักในการส่งเสริมการพัฒนาภาคตะวันตก ให้สามารถไล่ตามการพัฒนาของภาคอื่นๆได้อย่างเป็นรูปธรรม
1.2 การปฏิรูปทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง เปิดให้นักธุรกิจ นักวิชาการรุ่นใหม่ซึ่งมีแนวคิดใหม่ๆเข้ามามีส่วนร่วมในพรรคและการบริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ตลอดจนเพิ่มความเข้มขนของการทดลองเลี้ยงกับการปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ)
1.3 การปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการคอร์รัปชั่นอย่างเอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกำจัดเนื้อรายที่คอยกัดกินผลของการพัฒนาประเทศของจีน ตลอดจนแก้ไขความไม่พอใจของประชาชนจีน อีกทั้งภาพลักษณ์ความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสจีนในการบริหารและปกครองประเทศในระยะยาว

2. พรรคคอมมิวนิสต์จีน

สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 86.68 ล้านคน (สถิติปี 2556) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดโดยยึด หลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้ง สิ้น 18 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 18 ไปเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2555 ซึ่งนายสี จิ้นผิง ได้รับเลือกให้เป็น
การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 8 -14 พฤศจิกายน 2555 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 18 ซึ่งมีการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 5 นายสี จิ้นผิง เป็นเลขาธิการของประชุมครั้งนี้

ผู้นำจีน

สมัชชาพรรคสมัยที่ 18 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 7 คน (โดยมี 5 คนที่เป็นสมาชิกใหม่) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่

  • นายสี จิ้นผิง (Xi Jinping)
  • นายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang)
  • นายจาง เต๋อเจียง (Zhang Dejiang)
  • นายหยู เจิ้งเซิง (Yu Zhengsheng)
  • นายหลิว หยุนซาน (Liu Yunshan)
  • นายหวัง ฉีซาน (Wang Qishan)
  • นายจาง เกาลี่ (Zhang Gaoli) (1 – 2 เป็นสมาชิกชุดเดิม 3 – 7 เป็นสมาชิกใหม่)

3. สถานการณ์ประเทศจีนในปี 2556-2557

3.1 สถานการณ์การเมืองภายใน

การเมืองภายในจีนมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง โดยพรรคฯ ยังคงอำนาจเบ็ดเสร็จและมุ่งมั่นสร้างชาติให้ทันสมัย เน้นการกวาดล้างการฉ้อราษฏร์บังหลวงในระดับต่าง ๆ และการสร้างผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิ วัฒน์ โดยได้ลงโทษผู้นำระดับสูงที่คอรรับชั่นอย่างเด็ดขาด สำหรับสถานการณ์ช่องฝั่งช่องแคบก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการไปมาหาสู่กันด้านการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจการค้า

เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (元)
อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 6.95 หยวน (ธ.ค. 2559) 1 ยูโร เท่ากับ 7.27 หยวน (ธ.ค. 2559) 1 หยวน เท่ากับ 5.17 บาท (ธ.ค. 2559)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี

8,154 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2558)

GDP

18.89 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2558) ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา)

อัตราการเจริญ เติบโต GDP

  • 6.7% (ปี 2559)
  • 6.9% (ปี 2558)
  • 7.4% (ปี 2557)
  • 7.7% (ปี 2556)
  • 7.7% (ปี 2555)

ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ

3.33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (2559)

อัตราเงินเฟ้อ

ร้อยละ 1.4 (ปี 2557)

การค้าระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศโดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกัน

บทบาททางเศรษฐกิจของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอิทธิพลและความสำคัญที่มีต่อภูมิภาค มูลค่า GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับร้อยละ 7-10 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจจีนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จีนได้ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยนอกจากจะปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้แข่งขันในโลกปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีนัยทางการเมืองที่ต้องการแสดงความตั้งใจจริงของรัฐบาลจีนในการชะลอ และป้องกันภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปและต้องการปรับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ซึ่งพยายามกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวน เพื่อลดการเสียดุลการค้า และปัญหาการว่างงาน

ประเทศจีนมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีพลวัตรสูง และเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (economic powerhouse) ของภูมิภาคและของโลกด้วยอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี (เฉลี่ยระหว่างปี 2521-2556) และการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดกำลังเป็นที่จับตามองของทุกฝ่ายว่าการเติบโตนี้จะมุ่งไปในทิศทางใด

นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้

  • ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
  • ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์ ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน โดยดำเนินนโยบายการเงินยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
  • เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้ ให้แก่เกษตรกร
  • เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต พัฒนาด้านการศึกษาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
  • ปรับการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับหลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ
  • พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนาและมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออกและตะวันตกของประเทศ
  • พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
  • จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน (China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าว เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545

ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 43.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ(ปี 2556) ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลง ทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุน และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น

ตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญ

ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อาเซียน ญี่ปุ่น

ตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญ

สหภาพยุโรป อาเซียน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น

สินค้าออกที่สำคัญ

อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ทางการแพทย์ เหล็ก เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ

สินค้าเข้าที่สำคัญ

แผงวงจรไฟฟ้า แร่เชื้อเพลิง น้ำมันดิบ เม็ดพลาสติก

การลงทุนจากต่างประเทศ

ในส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่าเงินลงทุนในจีน (FDI) มีมูลค่าประมาณ 1.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2556) เป็นแหล่งรองรับเงินทุนต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

ในขณะที่จีนได้ไปลงทุนในต่างประเทศ (ยกเว้นด้านการเงิน) คิดเป็นมูลค่า 90,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2556) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8

ผู้ลงทุนที่สำคัญ

ฮ่องกง อาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรเลีย